Shop
Sale!

Differin Gel 0.1% – 15 กรัม สำหรับสิวอุดตันและสิวอักเสบ

450฿ 390฿

Differin Gel 0.1% – 15 กรัม ดิฟเฟอริน เจล 15 กรัม สำหรับสิวอุดตันและสิวอักเสบ

Differin Gel 0.1% ยากลุ่ม Retinoids ในปัจจุบัน ได้มีการนำมาใช้รักษาสิวอุดตัน สิวอักเสบ กันอย่างแพร่หลาย ในรูปของครีมทาเฉพาะที่

Adapalene Gel ได้นำมารักษาสิวอุดตัน และสิวอักเสบ มีฤทธิ์ทำให้ลดการอักเสบของสิวได้ด้วย โดยจะมีความเฉพาะเจาะจงกับ Receptor ในผิวหนังชั้นบน (Epidermis)

Adapalene เป็นยาที่ละลายน้ำได้น้อยมาก การเตรียมยาจึงเป็นการนำให้แขวนเป็นผลึกเล็กๆ ในเจล (aqueous gel) ซึ่งมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก ในความเข้มข้น 0.1 % ทำให้เนื้อครีมเป็นเจลข้น ซึ่งทำให้มีข้อดีคือ ปราศจากส่วนประกอบของอัลกอฮอล์ และไขมันที่ทำให้เกิดโคมีโดน และด้วยการมีผลึกเล็กๆ (microcrystal) ทำให้แทรกซึมลึกเข้าผิวหนัง และละลายในต่อมไขมันที่ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ดี

ข้อควรรู้บางประการเกี่ยวกับยา Adapalene Gel
ยามีราคาค่อนข้างแพง เพื่อเปรียบเทียบกับยารักษาสิวกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นแพทย์มักจะนำมาใช้ในการรักษา หลังจากใช้ยารักษาสิว กลุ่มอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียง

ข้อเด่นของ Differin Gel 0.1%
ในเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียง และไม่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์

วิธีใช้ Differin Gel 0.1%
– หลังจากทาครีมบำรุงผิวต่างๆ แล้ว ให้ทายาบางๆ บริเวณที่เป็นสิวอักเสบและอุดตัน วันละ 1 ครั้งก่อนนอน โดยไม่ต้องล้างออก
– สำหรับผู้ที่มีอาการหน้าบางมาก แต่ยังจำเป็นต้องใช้ยานี้ หรือ ผู้ที่ผิวแพ้ง่ายมาก อาจใช้ยานี้ผสมกับครีมทาผิวอัตราส่วน 1:1 แล้วทาบริเวณที่เป็นสิวอุดตันและอักเสบแทน แต่ถ้ายังมีอาการแพ้ หน้าแดง ลอกอยู่อีก ให้ทาทิ้งไว้แค่ 30 นาทีแล้วล้างออก
– สำหรับผู้ที่เป็นสิวทั้งอุดตันและอักเสบมาก อาจรักษาสิวโดยการรับประทานยาแทนการทายา เพื่อลดผลข้างเคียงในการเกิดผิวแห้ง ลอก แดง ทั้งนี้ก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อให้ได้รับการแนะนำที่ถูกต้อง และป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียง

ข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์
– ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและควรทากันแดดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันแสงแดดทำลายผิว
– เมื่อใช้ Adapalene gel ใน 1-2 สัปดาห์แรกของการใช้อาจมีการอักเสบเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากยาไปกระตุ้นให้สิวอุดตันหลุดออก ซึ่งเป็นอาการปกติของการใช้ยานี้ ให้ใช้ยาต่อไปไม่ต้องหยุดยา อาการอักเสบนี้จะค่อยๆ หายไป
– ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรหยุดยาก่อน 1 เดือนจึงจะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยาไปสู่ทารก